โครงการ "เป้ยังชีพ" ช่วยเหลือชีวิตคนพิการรุนแรง

โครงการ Workable "พิการแต่ทำงานได้" ฝึกอบรมฝึกงานคนพิการตามมาตรา 35

14 มกราคม 2554 @ เจ้อุ้ยมาเยี่ยมที่บ้าน และร่วมกันปรับปรุงเว็บบล็อกเจ้อุ้ย ซึ่งมีข้อมูลของเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ที่ตามอ่านบทความการทำงานของผมนะครับ ครั้งนี้ผมอยากจะอ้างอิงถึง พี่สาวคนหนึ่งที่ในสมัยก่อน ตอนที่ผมยังเรียนอยู่ที่บางมด (พระจอมเกล้าธนบุรี) พี่เค้าชื่อ เจ้อุ้ย ชื่อเต็มๆตอนนี้ คือ พี่ปรียนันท์ ล้อมเสริมวัฒนา

วันนี้จ้อุ้ย มาเยี่ยม และถือโอกาสให้ผมช่วยแนะนำ ปรับปรุงบล็อกที่มีข้อมูลผู้เสียหายทางการแพทย์ จริงๆ แล้วผมกับเจ้อุ้ยติดต่อกันเป็นระยะๆ ห่างๆ จนในช่วงหลังที่ผมมาทำงานด้านคนพิการ ก็คุยกันมากขึ้น อาจเป็นเพราะว่าเราทำงานเพื่อผู้อื่นเหมือนกันก็ว่าได้ จึงดูจะใกล้ชิดกันมากขึ้น ต่างจากสมัยก่อนที่ใกล้กัน รู้จักกัน เป็นเพื่อนบ้าน ผมได้เห็นชีวิตที่ต้องอดทนของเจ้อุ้ย พอสมควร เกี่ยวกับเรื่องลูกชาย ซึ่งตอนนั้นก็ต้องยอมรับว่า ผมช่วยเหลืออะไรเจ้อุ้ยไม่ได้ นอกจากจะให้กำลังใจ วันนี้เราทำงานเพื่อผู้อื่นเหมือนกัน และผมก็พอมีความรู้ด้านบล็อกบ้าง จึงเป็นโอกาสดีที่ผมจะช่วยเจ้อุ้ยบ้างครับ


เจ้อุ้ย เคยบอกกับผมว่า ไม่อยากให้เรื่องที่เราติดต่อกัน หรือที่ผมจะมาช่วยแนะนำเรื่องทำบล็อกให้กับเจ้อุ้ยนั้น ให้คนอื่นรู้ กลัวว่าผมจะเดือดร้อน ผมจึงบอกว่า ไม่เป็นไร ผมเปิดเผยได้ ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับวงการแพทย์ เพราะว่าแพทย์ หรือคุณหมดอทุกท่านนั้น ผมเชื่อว่ามีจิตวิญญาณที่ดีเป็นส่วนใหญ่ ไม่งั้นคงไม่มาเป็นคุณหมอได้ ผมยังมีความเชื่ออย่างนั้นอยู่

ถึงแม้ว่า ผมจะรู้สึกแย่มากๆ กับโรงพยาบาลที่ 2 ที่ผมไปรักษาตัวตอนที่ผมรถคว่ำใหม่ๆ ผมรู้อย่างเดียวว่า ผมต้องย้ายออกให้ได้ เพราะว่าผมอาจจะตายก็ได้ถ้ายังอยู่รักษาตัวที่นั่น ด้วยเหตุผลหลายๆ ข้อที่ผมกับครอบครัวร่วมกันพิจารณา ณ ตอนนั้นเราไม่เชื่อโรงพยาบาลเอกชนนั้นแล้ว แต่พอผมย้ายมาที่ โรงพยาบาลพญาไท 1 ผมก็มีความรู้สึกดีๆ กับพญาไ 1 ผมมั่นใจกับคุณหมอ กับการพยาบาลของ จนท. และพยาบาล จนผมดีขึ้นมาก และกลับไปรักษาตัวที่บ้าน จนปัจจุบันนี้ผมก็ยังไปรักษาตัวที่พญาไท 1 ตลอดที่ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วย และส่วนตัวก็เข้าใจถึงระบบเชิงพาณิชย์ของโรงพยาบาลเอกชน เพราะผมและครอบครัวก็เป็นฝ่ายที่จะเลือก เลือกโรงพยาบาลที่คิดว่าดีที่สุด

ดังนั้นแล้ว ผมยังบอกเจ้อุ้ยเลยว่า ถ้ามีโอกาสที่เราได้ขึ้นเวทีเดียวกัน ผมก็กล้าบอกว่าสนิทกับเจ้อุ้ย และก็สนับสนุนเีรื่อง พรบ.ผู้เสียหายทางการแพทย์ ผมมองว่าไม่แปลกอะไร แพทย์ทุกท่านมีสิทธิ์ผิดพลาดกันได้ คนเราพลาดกันได้ ยอมรับกัน ฟังกัน ต่างฝ่ายต่างก็ต้องแก้ปัญหาร่วมกัน ถ้ามีการผิดพลาดในการรักษา ก็ปรึกษาร่วมกัน เพื่อหาทางออก คุณหมอก็ยอมรับ คนไข้หรือญาติ ก็ต้องเข้าใจว่า ร่างกายมนุษย์นั้นละเอียดอ่อน หลักวิชาการอาจใช้กับคนแต่ละคนได้ไม่ 100% ร่างกายมนุษย์นั้น จะเรียกว่าสิ่งมหัศจรรย์ของโลกก็ว่าได้ ผมไม่อยากให้โทษหมอฝ่ายเดียว เช่นเดียวกัน คุณหมอก็ต้องกล้ายอมรับ ถ้าผิดพลาดจริงๆ จากนั้นเปิดเผยข้อมูลที่ผิดพลาด เพื่อเป็นวิทยาทาน

ส่วนการที่จะถือว่า discredit คุณหมอแต่ละท่านนั้น ผมคิดว่า ความผิดพลาเป็นบทเรียนสำคัญ ที่จะทำให้พัฒนาต่อไปได้ ผมมีเรื่องเล่าให้อ่านกันเรื่องหนึ่ง ตอนที่ผมอยู่รักษาที่โรงพยาบาลแห่งที่ 2 มีช่วงหนึ่งที่ รพ.ใช้นักศึกษาพยาบาลมาดูแลคนไข้ น้องเขาไม่กล้าเจาะเข็มเข้าเส้นเลือดกับผม ผมอนุญาต แล้วก็ไม่ได้เลือด เธอกลัวมาก ผมจึงอนุญาติให้เจาะใหม่ได้ ให้เจาะจนกว่าจะไ้ด้ ผมบอกว่าไม่ต้องไปลองที่ใคร เอาที่ผมนี่ละ ทำให้เป็น เธอก็ดีใจมาก ก่อนจะหมดระยะฝึกงาน ก็มาลากัน เอาเทปมาให้ฟังด้วย เธอถามว่าทำไมผมถึงอนุญาต ผมบอกเธอว่า ผมกำลังทำประโยชน์อยู่ เธอกำลังจะไปช่วยคนอื่นในอนาคต

จริงๆ แล้ว คุณหมอกับประชาชนนั้น ใกล้ชิดกันมาก และทุกๆ คนก็ต้องยอมรับอีกว่า ทุกอาชีพมีคนดี และไม่ดี ปะปนกัน ในสังคมนั้น ผมยังคิดว่าคนดีมีมากกว่าคนไม่ดี ไม่อย่างนั้นสังคมอยู่ไม่ได้ เพียงแต่คนดีๆ มักถูกเบียดเบียนเท่านั้นเอง ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้กับทุกคน ดังนั้นต้องปรึกษากัน

ก่อนจบบทความนี้ ผมอยากจะฝากวิธีคิดของผมเรื่อง "ยานอวกาศชาเลนเจอร์" ที่ระเบิดกลางอากาศ เป็นความสูญเสียไม่ใช่แค่ของอเมริกา แต่เป็นของคนทั้งโลก เสียทั้งบุคคลากร โอกาสในการเรียนรู้ และมูลค่าเงินไม่รู้มากมายเท่าไหร่ ขนาดเรื่องยิ่งใหญ่ต่อมนุษย์ชาติ ยังพลาดกันได้เลยครับ นับประสาอะไรกับการรักษาพยาบาล

ผมยังเคยต่อว่านางพยาบาล ที่หวอดฉุกเฉิน เลยครับ คือผมมาที่ห้องฉุกเฉิน เพราะว่าสายปัสสาวะตัน คือผมรู้ตัวว่าเป็นเหตุนี้ ผมจึงอยากให้ช่วยเปลี่ยนสายสวนให้ก่อน เพราะผมแย่แล้ว นางพยาบาลคนี้ไม่รู้ข้อมูลอาการป่วย และความพิการของผม ผมศึกษาเรื่องราวของผมดี ผมบอกว่าผมรับผิดชอบตัวเองได้ แต่เธอให้ผมรอคุณหมอเกือบ 1 ชั่วโทมง ท้ายที่สุดคือ ผมต้องนอนโรงพยาบาลเพราะติดเชื้อ

ผมเชื่อว่า นับจากวันนั้นมา นางพยาบาลคนนั้น ก็คงจะมีประสบการณ์มากขึ้น เธอคงจะศึกษามากขึ้น และเอาใจใส่มากกว่านี้ ผมไม่ได้ร้องเรียนอะไรเรื่องเธอ และก็ไม่ได้โกรธโรงพยาบาล ทั้งๆ ที่ควรทำ ปัจจุบันผมก็ยังคงไปที่โรงพยาบาลต่อไป คุณหมอหลายท่านน่ารัก มีจิตใจที่ดี จริงใจ ตรงไปตรงมา พยาบาลก็เอาใจใส่ดี

สังคมไทยจะอยู่ได้ ผมคิดว่า คงต้องฟังกัน ให้อภัยกัน พูดจากกัน ปรึกษากัน ถ้าคุณหมอรักษาผิด มีเหตุผลที่มาที่ไป คนไข้ก็ต้องรับฟัง คณะกรรมการพิจารณาการรักษาของคุณหมอนั้น ก็ต้องตรงไปตรงมา เป็นที่พึ่งของคนไข้ เป็นต้น (พิมพ์ไปพิมพ์มา เนื้อหาชักจจะวน จบดีกว่า)

ผมหวังว่า บทความนี้ อาจจะช่วยให้บรรยากาศระหว่างคนไข้กับ คุณหมอ รักกัน พูดคุยกัน คนไทยใจดี อยู่แล้ว ให้อภัยกันง่าย เรามามองไปข้างหน้าร่วมกันดีกว่า ฝากบทเรียนให้รุ่นต่อๆ ไป ชีวิตคนนั้นแสนสั้น มนุษย์เป็นเพียงเศษอณูของโลกและจักรวาล ทำดีที่สุดเพื่อคนที่รัก และถูกต้องสำหรับตนเองและสังคม ผมว่าก็เพียงพอแล้วครับ

(เขียนเมื่อ 15 มกราคม 2554)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น